แม่ของข้าพเจ้า

เรียงความเรื่อง “แม่ของข้าพเจ้า”

“แม่” คำนี้มีนิยามความหมายลึกตื้น กว้างไกล แตกต่างกันไป  และ “แม่” ของข้าพเจ้า ก็มีความแตกต่างจาก “แม่” ของคนอื่น สำหรับข้าพเจ้าที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน แม้กระทั่งแผ่นดินที่เป็นสมบัติก็มีเพียงน้อยนิด อาจจะต่างด้วยฐานะความเป็นอยู่ แต่ในความแตกต่างกัน มีความเหมือนกันอย่างน่าอัศจรรย์ของลูกทุกคน คือ ทุกคนมีความภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกของ “แม่” และข้าพเจ้าก็เป็นคนหนึ่งที่มีความภูมิใจใน “แม่” ผู้นี้ และภูมิใจเสนอต่อไปนี้

แม่ ทำอาหารอร่อย เป็นเสน่ห์ปลายจวัก สมเป็นแม่ศรีเรือนประการแรกที่อยากนำเสนอ เพราะไม่เคยกินข้าวที่ไหนแล้วอร่อยเท่าฝีมือแม่เลย ห่อหมกหน่อไม้ แกงหน่อไม้ ฯลฯ แม้แต่ไข่เจียวกับน้ำพริกและผักเท่านั้น ก็อร่อยแสนอร่อย ครั้นจะว่าเข้าข้างฝีมีแม่ของตัว ก็อาจกล่าวได้ แต่บ้านใกล้เรือนเคียง ก็ทราบกันดีว่า “แม่” ทำกับข้าวอร่อย และทุกครั้งที่แม่ทำกับข้าว แม่จะทำเผื่อและแบ่งปันไปยังบ้านใกล้เรือนเคียงเสมอๆ ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเด็กที่เคยถือถ้วยไปส่งให้เพื่อนบ้าน จนปัจจุบันแม่ก็ยังมีความเผื่อแผ่ไม่เปลี่ยนแปลง และตกกลางวัน ทุกวัน จะมีเพื่อนบ้านมาแวะเวียน เอาข้าวปลาอาหารมาสังสรรค์ ทำกับข้าวและพูดคุยกันเป็นที่สนุกสนานอยู่เป็นประจำ บ้านแม่จึงเป็นสมาคมย่อยๆ เสมอๆ Continue reading

การเกิด การตาย ไม่ได้มีอยู่จริง

โดยที่แท้ การเกิด การตาย ไม่ได้มีอยู่จริง

จิตนั้นหาได้รู้การเกิดการตายของสัตว์ต่างๆ ไม่ จิตเกิดดับต่อเนื่อง ร่ายกายตาย จิตก็จุติกำเนิดถือขันธ์ใหม่ทันที ต่อเนื่องไม่มีหยุด ตราบที่ยังมีเชื้อคือกิเลสให้เกิดภพ เปรียบตะเกียงที่ไม่หมดไฟเพราะยังมีเชื้อคือน้ำมัน จะยุติการเกิด ต้องทำให้เชื้อคือกิเลส (สังโยชน์ 10) หมดไปจากจิตของตนเท่านั้น

มีเหตุจึงมีผล ปราศจากเหตุ ก็ไร้ผล

 

เย ธัมมา เหตุปปะภะวา เตสัง เหตุง ตถาคะโต

เตสัญจะ โย นิโรโธ จ เอวัง วาที มหาสมโณ

ธรรม(สภาวธรรม)ทั้งหลาย เกิดแต่เหตุ

พระตถาคตทรงตรัสเหตุและความดับแห่งธรรมเหล่านั้น

พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้

 

การเกิด การตาย ก็เป็นเพียงการหลับและตื่นเพียงชั่วคราว

การตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว สิ่งที่ต้องกลัวคือจิตของเรา

จิตดี จิตละเอียด ก็ไปภูมิที่ดี คือมนุษย์หรือสวรรค์ จิตหยาบ จิตเศร้าหมอง ก็ไปภูมิทุคติ คือ นรก เปรต ผี สัตว์เดรัจฉาน ดังนั้น ผู้ที่รักษาจิตดี ไม่ว่าจะอยู่ หรือไป เขาย่อมไม่อาทรร้อนใจ เขาย่อมอยู่เป็นสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า* ทั้งยามหลับและยามตื่น

 

นายบันทึก
1 กรกฎาคม 2554

 

*

บัณฑิตที่ต้องการความสุขในชาตินี้
พึงประกอบด้วยหลักธรรม ๔ ประการคือ

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ๔ อย่าง

๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่นในการประกอบกิจเครื่องเลี้ยงชีวิตก็ดี ในการศึกษาเล่าเรียนก็ดี ในการทำธุระหน้าที่ของตนก็ดี

๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรักษาทรัพย์ที่แสวงหามาได้ด้วยความหมั่น ไม่ให้เป็นอันตรายก็ดี รักษาการงานของตัว ไม่ให้เสื่อมเสียไปก็ดี

๓.  กัลยาณมิตตตา ความมีเพื่อนเป็นคนดีไม่คบคนชั่ว

๔.  สมชีวิตา ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟูมฟายนัก

 

บัณฑิตที่ต้องการความสุขในชาติหน้า
พึงประกอบด้วยหลักธรรม ๔ ประการ

สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ภายหน้า ๔ อย่าง

๑.  สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เช่นเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเป็นต้น

๒.  สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล คือรักษากายวาจาเรียบร้อยดี ไม่มีโทษ

๓.  จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน เป็นการเฉลี่ยสุขให้แก่ผู้อื่น

๔.  ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา รูจัก บาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น

—————————

ผู้ไม่ประมาท คือผู้ที่ถือเอาประโยชน์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

ทุกศาสนาสอนเรื่องกรรม

เรามักจะได้ยินเสมอว่า

ทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี

เหตุที่เป็นดังนั้น เพราะทุกศาสนายึดหลักว่า ทำเหตุดี จึงจะได้รับผลดี ทำเหตุชั่ว ก็จะได้รับผลชั่ว

เหตุดังนี้ ทุกศาสนาต่างสอนบนพื้นฐานของหลักกรรม หรือ ตามหลัก  “กฎแห่งกรรม”  (โดยไม่เฉลียวใจว่า กำลังสอนเรื่องกรรมอยู่)

 

ทุกศาสนาเหมือนกันบนพื้นฐานของกรรมคือการกระทำ ตรรกะเดียวกัน แต่ต่างกันที่รายละเอียด

ศาสนาคริสต์

เหตุ : ต้องมีศรัทธาในพระเจ้า เชื่ออย่างสนิทใจ สำนึกบาป และกลับตัวเป็นคนดี  ผล : จึงจะได้รับการอภัยและอยู่กับพระเจ้านิรันดร์

 

ศาสนาอิสลาม

เหตุ : ต้องเชื่อพระััคัมภีร์ ทำตามคำสอนเท่านั้น ผล : จึงจะได้รอดพ้น จากวันพิพากษา

 

ศาสนาพุทธ

เหตุ : ต้องกำจัดอวิชชา กิเลสในจิตของตน ผล : รู้แจ้งเห็นจริงของสรรพสิ่ง หลุดพ้นจากกิเลส จากการเวียนว่ายตายเกิด เป็นนิพพาน

 

แต่หากคุณไม่ทำตาม !!!!

คุณก็จะได้รับผล หรือเป็นไปตามคำสอนที่แต่ละศาสนาได้กล่าวไว้….

เพราะ กฎแห่งกรรม เป็นกฎธรรมชาิติประการหนึ่ง ซึ่งแม้พระพุทธเจ้า ก็ได้ตรัสไว้ว่า พระองค์จะเสด็จอุบัติขึ้นในโลกหรือไม่ก็ตาม กฎธรรมชาติเหล่านี้ก็มีอยู่ กฎนี้เรียกว่า “ธรรมนิยาม”* และแม้พระองค์เองก็ได้เสวยวิบากกรรม คือได้รับทุกขเวทนาจากกรรมที่ทรงเคยกระทำไว้ในชาติก่อน เช่น ทรงทรมานพระวรกายถึง 6 ปีก่อนตรัสรู้ เพราะเคยดูถูกผู้บำเพ็ญเพียร, ถูกพระเทวทัตกลิ้งหินทับพระบาท, ทรงอาพาธเป็นโรคลงพระโลหิตก่อนปรินิพพาน เป็นต้น

เหตุที่ทรงเป็นพระพุทธเจ้า ก็เพราะกรรม คือ การสั่งสมบารมีมานับได้ 4 อสงไขย แสนกัป  สรุปว่า เพราะทรงบำเพ็ญบารมีมา ด้วยผลแห่งบารมีเหล่านั้น จึงทำให้พระองค์ตรัสรู้ เห็นแจ้งในทุกข์ ในวัฏสงสาร มิใช่ทรงเป็นพระพุทธเจ้าลอยๆ หรือเทพองค์ใดสร้างขึ้น

แม้พระพุทธเจ้าก็ไม่พ้นกรรม ไฉนเราจะพ้นจากกรรมชั่วของเราได้ !  ในทางกลับกัน เมื่อเราทำดี บำเพ็ญบารมี ไฉนเราจะไม่ได้รับผลดี


วันนี้ดี เพราะอดีตดี  พรุ่งนี้จะดี ก็เพราะวันนี้ดี  วันนี้สำคัญที่สุด อดีตเป็นอย่างไร สามารถแก้ไขได้ในปัจจุบัน

ฉะนั้น เร่งทำแต่กรรมดีกันเถิด


* สามารถดู ธรรมนิยาม เพิ่มเติมได้ที่

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1

 

 

นายบันทึก

27 มิถุนายน 2554

ความสุข ที่ถูกต้อง และใครๆ ก็ต้องการ

ความสุข

สุขคืออะไร ? คือความพอใจ ชอบใจ ถูกใจ เบิกบานใจ อิ่มใจ

สุขจากอะไร ?  อาจจะมาจากการกระทำร้อยแปด พันเก้า เช่น  จากการให้ หรือ จาการรับ  อาจจะถูกต้อง หรืออาจจะไม่ถูกต้อง

สุขที่ถูกต้องและใครๆ ก็ต้องการเป็นอย่างไร ?

สุขที่ถูกต้อง มันมีข้อแม้ เพราะสุขที่ดี นั้นต้องถูกต้องตามหลัก 6 ประการต่อไปนี้ คือ

1. ศีล 2. ธรรม 3.จรรยา 4.มารยาท 5.กฎราษฎร์ และ 6.วัฒนธรรม


ศีล

ศีลคือข้อห้าม การละเว้นจากความชั่ว เบื้องต้นรักษาที่กายและวาจา  ศีลที่ละเอียด รักษาที่ใจ (สัพพปาปัสส อะกะระณัง)

สุขที่ถูกต้อง  ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ผิดศีล ไม่ว่าจะเป็นศีลเบื้องต้น คือ ศีล 5 เช่น  ไม่สุขเพราะเบียดเบียนคนอื่น ไม่สุขเพราะลักขโมยของคนอื่น ไม่สุขเพราะมีกิ๊ก ไม่สุขพูดโกหกหลอกลวงผู้อื่น ไม่สุขเพราะดื่มสุราของมึนเมา

ธรรม

ธรรม คือ คุณธรรมที่ควรให้มี ให้เกิดในใจ

สุขที่ถูกต้อง ต้องเป็นสุขที่เป็นธรรม  ธรรมะได้แก่ธรรมที่ควรมีในใจ เช่น ความเมตตา กรุณา ความมุทิตา  สุขที่เป็นธรรม เช่น ความมุทิตา พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ไม่ใช่สุขเพราะเห็นคนอื่นเดือดร้อน เพราะบางครั้งอาจจะมีศีล เช่น ไม่ฆ่าใคร แต่กลับยินดีปรีดาเมื่อเห็นอริศัตรูเดือนร้อน นั่นก็ยังไม่ใช่สุขที่ถูกต้อง

จรรยา

จรรยา คือ สิ่งดีงามที่ต้องปฏิบัติให้เกิดทางกาย และวาจา ทำความดีให้เกิด ให้มีขึ้น (กุสลัสสูปสัมปทา)

จรรยา คือ หลักธรรมที่ควรประพฤติออกมาทางกาย ทางวาจา ไม่ใช่หลักธรรมที่เก็บไว้ในใจเพียงอย่างเดียว เช่น อ้างว่า รักนะ แต่ไม่แสดงออก อย่างนั้นใช้ไม่ได้ เพราะมีเพียงคุณธรรมภายในใจเฉยๆ แต่ไม่แสดงออก ถือว่าใช้ไม่ได้ เช่น ความกตัญญูรุ้คุณ  เมื่อมีความกตัญญูในใจแล้ว ก็ต้องมี กตเวที คือ ทำการตอบแทนด้วย ไม่ทางกาย ก็ทางวาจา เช่น กล่าวขอบคุณ เป็นต้น

มารยาท

มารยาท คือ สิ่งดีงามระหว่างบุคคลกับสังคม

บางคนมีศีล มีธรรมประจำใจ ทั้งแสดงออกทางกาย และวาจา แต่บางครั้ง ถ้าไม่รู้มารยาทในสังคม ก็ยังไม่ใช่สุขที่บริบูรณ์ บางคนมีศีล มีธรรม แต่หัวเราะเสียงดังในงานศพ ก็ไม่งาม บางครั้งมีศีล มีธรรม แต่ถึงเวลาเข้าสังคม ขณะที่เขามีงานเลี้ยงครึกครื่นแต่ตัวเองทำหน้าเศร้าเหงาหงอย เวลาเขาประชุมทำกิจกรรม ก็คุยทับโหวกเหวก ตัวเองมีศีลไม่กล่าวโกหก แต่มีความสุขเพราะกล่าวดูถูกผู้อื่น สุขเพราะกล่านินทาผู้อื่น ก็จัดว่า ยังสุขไม่ถูกต้อง

กฎราษฎร์

กฎราษฎร์ ได้แก่ กฎหมาย

ข้อนี้คงไม่ต้องกล่าวอธิบายอะไรให้มาก สุขที่ไม่ทำผิดกฎหมายบ้านเมืองนั่นเอง เหมือนนักการเมือง แอบซุกหุ้น ร่ำรวยมีความสุข โดยการคดโกงประเทศชาติ สุขเยี่ยงนั้น ก็ไม่ยั่งยืน ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน คนซื่อสัตย์ไม่ผิดกฎหมาย นอนหลับสบาย ไม่พะวง

วัฒนธรรม

วัฒนธรรม คือ ขนบทำเนียบประเพณีอันดีงามแต่ละท้องถิ่น

ทุกภาค ทุกประเทศ ต่างมีวัฒนธรรมแตกต่างกันไป  งานแต่ง งานบวช งานศพ ก็มีพิธีการไม่เหมือนกัน การให้เกียรติ การเชื่อถือ และการปฏิบัติตามวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น จึงจะจัดว่า อยู่อย่างเป็นสุขที่ถูกต้อง ถึงเป็นคนมีศีล มีธรรม แต่ไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมของเขาเข้าแล้ว ก็จะถูกติเตียนได้ว่า ไร้การศึกษา  !

 

ลองตรวจสอบความสุขแต่ละครั้งของคุณ  มีผิดจาก 6 ข้อนี้หรือไม่ ถ้ายังมีผิดอยู่ในข้อใดข้อหนึ่ง ก็แสดงว่า

คุณมีความสุขจากสิ่งที่ถูกใจ มากกว่าสิ่งที่ถูกต้อง

 

หรือบางที โตป่านนี้ ยังหา สุข ไม่เจอ !!!!!

 

จะสุขทั้งที ช่างยากจิงหนอ ?

 

อย่าลืมพุทธพจน์คำนี้

สุกรํ สาธุนา สาธุ  สาธุ ปาเปน ทุกรํ

ความดี คนดีทำได้ง่าย แต่ความดี คนชั่วทำได้ยาก

 

นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ

นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

 

นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ

สุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบ ไม่มี

 

————-

นายบันทึก

11 มิถุนายน 2554

เตรียมไฟล์ก่อนพิมพ์

เตรียมไฟล์สมบูรณ์ดี เสร็จไวไปกว่าครึ่ง

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสี

สีมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. RGB Mode คือการ ผสมสีแบบบวก เป็นระบบปริ้นท์เซส (Princess) มีสีหลัก 3 สี คือ R(red แดง), G(green เขียว), B(blue น้ำเงิน), เป็นสีที่เกิดจากแสง เช่น สีจากจอทีวี จอคอมพิวเตอร์ และจากเครื่องเล่นมัลติมีเดียต่างๆ

คุณลักษณะพิเศษของสี RGB

จะมีสีสันที่สด สวย และใส เพราะสีเกิดจากแสง รวมทั้งจากการตั้งค่าหน้าจอคอมพิวเตอร์สีที่เข้ม

RGB โหมด เหมาะกับงานประเภทใด ?

เหมาะกับงานที่ดูผ่านหน้าจอ หรืองานมัลติมีเดีย เช่น เวบไซต์ รายการทีวี หรืองานที่ปริ้นท์ผ่านเครื่องพิมพ์โดยตรง ไม่ต้องนำไปยิงฟิล์มอัดเพลท

Continue reading

คอยหน้าหนาว

ปลายฝนต้นหนาวยังผ่าวร้อน
เมฆก้อนกลั่นเกร็ดเป็นเม็ดใส
ห่มผ้าหน้าฝนทนร้อนใน
วานน้องห่มใจพี่ไปพราง
คอยเถิดคอยท่าคอยหน้าหนาว
จะอิงอุ่นอายสาวจวบฟ้าสาง
อุ่นผ้าว่าอุ่นยังกรุ่นจาง
แต่อุ่นรักอายนางมิลางเลือน

———————-

ขอให้อุ่นกันถ้วนหน้า

ไฟ ลม น้ำ ดิน

ไฟเอ๋ย… เร่งรุมสุมซอกใจ
พิษฝากฝังไข้จวนเจียนบ้า
ควันไหม้ไฟเผาเข้านัยน์ตา
ร้อนรักชักพาให้ซมซาน

ลมเอ๋ย… ลมลวงดวงกมล
เพียงพริ้วพัดคนแล้วเลยผ่าน
เล่ห์ลมหลอกรักไร้เทียมทาน
เหนื่อยไล่ลมสะคราญ อยากพักคราว

น้ำเอ๋ย… ท่วมใจไหลออกหน้า
เอ่อล้นหลั่งลาความรักร้าว
รอยรั่วรักขมช่างตรมยาว
ข้าจักเป็นเพื่อนเจ้า… “เจ้าน้ำตา” ฯ
—————————
—————————
ดินเอ๋ย… ผู้ให้กำเนิด
สรรพสิ่งก่อเกิดในโลกล้า
มิหวั่นพรั่นพรึงแม้หนึ่งครา
บัดนี้จึงปรารถนา…  เป็นดั่งดิน ฯ

เหนือรัก เหนือใีคร่

อันมนุษย์ฉุดยื้อเพียงคือใคร่
อาบพิษสนิทใจดั่งไฟผลาญ
ใคร่เชยชิมชมสมสะคราญ
ใคร่เอยบงการเผาผลาญคน

เหนือหลงเหนือใคร่ในมนุษย์
เทพยื้อพรหมฉุดหรือหยุดฉงน
คือรักปักแท้แน่กมล
รักเอยปล่อยคนให้พ้นภัย

เหนือรักเหนือใคร่ในโลกนี้
ชูเชิดศักดิ์ศรีกว่ารักไหน
คือเกียรติ  คือนับถือ  คือภูมิใจ
เป็นรักยิ่งใหญ่ในภพภูมิ

หนาม

กุหลาบขาวขาว………
ผลิดอกออกราวอวดอ้าง
ว่าตนงามงดหมดทุกอย่าง
ถูกจัดวางตั้งไว้ในแจกัน

เผลอมืออาดเอื้อม…….
ยากลืมเลือนแผลเตือนฉัน
หนามคมยอกบอกความนัยให้รางวัล
เตือนตัวฉันให้ระวังครั้งต่อไป

ความเอ๋ย ความรัก……
สวยงามนักหลงรักใคร่
เผลอตกหลุมพรางเธอวางไว้
หนามรักทิ่มใจให้แผลดั่งแช่พิษ

กุหลาบคมผสมเชื้อ…….
แม้แทงเนื้อใส่เกลือหายสนิท
หนามรักทิ่มใจอาจใช้ทั้งชีวิต
เพื่อถอนพิษที่ซ่อนไว้ในรักเธอ  ฯ

 

————–

แด่ทุกผู้ที่ถอนพิษไม่ขึ้น

เรือนสาม น้ำสี่

จะขอกล่าวเล่าความตามภาษิต
จะลิขิต เรื่อง “เรือนสาม” และ “น้ำสี่”
แม้ผู้เฒ่า เล่าขาน มานานปี
ด้วยศรัทธา กุลสตรี ที่ชื่นชม

เรื่องเรือนสาม ตามภาษิต ลิขิตไว้
คือเรือนช่อง ห้องอาศัย ให้เหมาะสม
สองเรือนครัว ดูผักปลา น่านิยม
สามเรือนผม สวยสะอาด ดูบาดใจ

น้ำคำเอ่ย เผยไพเราะ เสนาะพริ้ง
น้ำใจหญิง ยิ่งงดงาม กว่าน้ำไหน
น้ำใช้สอย คอยตรวจตรา น่าชื่นใจ
น้ำมือใคร อร่อยเท่า กับข้าวนาง ฯ


mind2u.com